ปตท. ผุดแผน 'จัมพ์พลัส' ทุ่ม AI-EV-ไลฟ์ไซเอนซ์ พร้อมคืนกำไรผู้ถือหุ้น 57% — แต่จะพลิกตัวทันโลกหรือไม่?
การประกาศ กลยุทธ์ 3 ปีฉบับใหม่ของ ปตท. ไม่ใช่แค่ แผน ธรรมดา แต่คือ การเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ที่อาจพลิกภาพบริษัทพลังงานไทยให้กลายเป็นผู้เล่น นวัตกรรม ข้ามสายธุรกิจ ภายใต้ชื่อแผน JUMP+ ที่วางเป้าชัดเจน: ต้อง คืนกำไร ให้ผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 57% ของกำไรสุทธิ พร้อมปักหมุดธุรกิจใหม่ 3 ด้านหลัก — ปัญญาประดิษฐ์, ยานยนต์ไฟฟ้า, และ วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต — ที่ดูเหมือนจะขยับตัวออกจากภาพจำเดิมของบริษัทน้ำมัน
แผนนี้ได้รับไฟเขียวจาก คณะกรรมการบริษัท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และไม่ใช่แค่แนวคิดลอยๆ แต่มี ระบบนิเวศ ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในด้าน EV ที่จะไม่หยุดอยู่แค่สถานีชาร์จ แต่เตรียมสร้าง โครงสร้าง แบบครบวงจร ตั้งแต่โครงข่ายพลังงาน การบำรุงรักษา ไปจนถึงบริการหลังการขาย ส่วน ไลฟ์ไซเอนซ์ นั้นตั้งเป้าชัดว่าจะเป็นบริษัทยาระดับ regional เน้นทั้งยาและ โภชนาการ และเตรียมดึงพันธมิตรมืออาชีพร่วมทุน พร้อมขยับเข้าสู่การ จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต
ส่วนหัวใจของแผนคือ การเปลี่ยนแปลงสามด้าน ที่ปตท. ใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน: ดิจิทัล และ AI ที่ตั้งเป้าพัฒนา skills พนักงานให้ครึ่งหนึ่งของบริษัทมีความรู้ในปี 2569 และหวังสร้างมูลค่าดิจิทัลไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท ภายในปี 72 ต่อมาคือ ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ที่ตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพได้ปีละ 30,000 ล้านบาท และสุดท้าย การแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด โดยใช้ทั้งที่ดิน อาคาร และสินทรัพย์รองให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แม้จะหันไปหาธุรกิจใหม่ แต่ ธุรกิจหลัก อย่างก๊าซธรรมชาติและ แอลเอ็นจี ก็ยังเดินหน้าต่อ ตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอเป็น 10 ล้านตันต่อปีภายในปี 73 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันภายในปี 78 ส่วน ธุรกิจไฟฟ้า ก็เตรียมลุย data center และพลังงานหมุนเวียน พร้อมขยายการลงทุนใน อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ
ที่น่าสนใจคือ ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ที่ไม่ถูกมองข้าม แผนจัมพ์พลัสมีเป้าลด ก๊าซเรือนกระจก 15% ภายในปี 78 เทียบกับปี 64 และเดินหน้าสู่ เน็ตซีโร ภายในปี 93 ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษา ความเชื่อมั่น จากนักลงทุนระดับโลก ที่เริ่มให้น้ำหนักกับ sustainability มากขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ แผนนี้จะไม่ใช่แค่ แผนบนกระดาษ — เมื่อไหร่จะเห็นผลเป็นรูปธรรม และพนักงานจะตามทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขนาดนี้ได้หรือไม่
ตอนนี้ชาร์จรถ EV ที่ ปั๊มปตท. รู้สึกเหมือนเขาน่าจะรู้ว่าอนาคตคืออะไร แต่ 12,000 ล้านบาทจาก digital value มูลค่าดิจิทัล ฟังดูสูงนะ จริงๆ แล้วจะทำอะไรได้ลึกแค่ไหน?
ถ้า ไลฟ์ไซเอนซ์ จะไปถึงระดับภูมิภาค ต้องมี pharmaceutical ยา ที่แข่งขันได้จริง ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้วอ้างว่าเป็นนวัตกรรม ต้องดูว่าพันธมิตรที่ว่าคือใคร
ลดการปล่อย greenhouse gas ก๊าซเรือนกระจก 15% ฟังดูน้อยไปไหม? ประเทศอื่นเขาลดกัน 30-40% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หรือเป้า 15% คือแค่ก้าวแรกแล้วค่อยขยับ?
57% คืนกำไรผู้ถือหุ้นฟังดูดี แต่ถ้า กำไรสุทธิ ลดลง ปันผลก็อาจน้อยลง ต้องดูว่า new ventures ธุรกิจใหม่ จะสร้างรายได้เมื่อไหร่ ไม่ใช่แค่ใช้เงินเก่าต่อ
พัฒนา AI กับพนักงาน 50% ภายในปีหน้า? ฟังดูท้าทายมาก แล้วใครจะสอน? หรือแค่ให้เรียนออนไลน์แล้วนับว่าจบ?
เราไม่ได้ดูเรื่องหุ้นเลย แต่ถ้าเขาทำ nutrition โภชนาการ ที่ดีจริง ออกมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ นี่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตจริงมากกว่า
การ asset monetization แปลงสินทรัพย์ เป็นเงินสด ฟังดูดี แต่ต้องระวังอย่าขายของดีทิ้งไปแล้วเหลือแต่เปลือก บางทีดินในเมืองที่ขายไป อนาคตอาจมีมูลค่ามหาศาล
ปตท. กำลังพยายามมาก น่าชื่นชมที่ไม่ยึดติดกับ ไฮโดรคาร์บอน แต่โลกเปลี่ยนเร็ว การจะเป็นผู้นำ transformation การเปลี่ยนแปลง ได้ ต้องทำให้เร็วและจริงจัง